Facebook ดีอย่างไร

Facebook
Facebook ดีอย่างไร
          เคยคิดไหมว่าทำไมเราจึงเล่น เฟซบุ๊ค มันมีอะไรดี  เป็นคำถามที่ทุกคนไม่เคยคิด แต่เราก็เล่นตามกันมา  เมื่อกล่าวถึงข้อดีของเฟซบุ๊ค แน่นอนว่าหลายๆคน คงตอบว่า มันง่ายต่อการติดต่อสื่อสาร ทั้งคนที่เรารู้จัก และเราไม่เคยรู้จักมาก่อน  เราสามารถเข้าไปเจอกัน พูดคุยกัน  แม้แต่เพื่อนที่ไม่เคยติดต่อกันมานับสิบปี หรือเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ ก็สามารถมาเจอกันได้ เรียกได้ว่า เฟซบุ๊ค  เป็น โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค  ที่สามารถเชื่อมต่อคนทั้งโลกได้ จึงนับเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก และยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้เฟสบุคในการด้านค้าขาย ซึ่งนับว่าเป็นกลุยุทธ์ทางการตลาดอีกอย่างหนึ่งที่นอกจากจะมีกลุ่มลูกค้า เยอะแล้ว ยังไม่ต้องเสียเงินค่าเช่า เว็ป โฮมเพจ (web homepage) อีกด้วย
    ไม่ว่าจะเป็น  ภาพถ่าย  คลิปวีดีโอ เราสามารถอัพโหลดลงเฟซบุ๊ค และ แท็กบุคคลที่เราอยากให้เห็น โดยใช้เวลาเพียงน้อยนิด  ในด้านของการศึกษา ก็มีการตั้ง กรุ๊ปเพจ (group page) ให้อาจารย์และนักศึกษาเข้ามาแชร์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแม้แต่สั่งการบ้าน โดยตั้ง แอดมิน (admin) นอกจากนั้น เฟซบุ๊ค ยังมีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ ถ้าเราไม่อยากให้ใครเห็น ข้อความ ภาพ หรือ คลิปวีดีโอ เราก็สามารถบล๊อก (blog)ได้  เฟซบุ๊ค ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้บ่งบอกความเป็นตัวเองโดยง่าย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันคนกล้าแสดงออกมาขึ้น เช่นมีความสามารถทางดนตรี ก็จะอัดคลิปวีดีโอ อัพโหลดลงเฟซบุ๊ค  เมื่อมีคนเห็นแววก็มาติดต่อ โดยที่เจ้าของคลิปก็ไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด

แต่ก็ไม่ใช่ว่า เฟซบุ๊คจะมีแต่ข้อดีเสมอไป ทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันในมุมไหน ข้อเสียของ เฟซบุ๊คก็มี อันเนื่องมาจาก โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค เป็นโลกที่เปิดกว้างเกินไป สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย ทำให้มีคดีอาชญากรรมอันเนื่องมาจากการเล่น เฟซบุ๊คมีการหลอกลวง ปลอมตัว มากขึ้น เพราะในโลกออนไลน์เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบุคคลที่เราสนทนาอยู่นี้มีตัวตน จริงหรือเปล่า กรณีตัวอย่างที่พบบ่อยในข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ คือ คดีที่เด็กโดนลวงไปฆ่า หรือไปกระทำชำเรา สาเหตุหนึ่งก็เนื่องมาจากเฟซบุ๊คแต่อีกสาเหตุหนึ่งคือความไม่รู้เท่าทันโลก ออนไลน์ วุฒิภาวะของเด็กเอง และส่วนหลักมาจากครอบครัว เพราะครอบครัวถือเป็นสถาบันหลักที่ต้องคอยเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน  มีปัญหาพูดคุยกัน เราไม่สามารถโทษสื่อได้ทีเดียว เพราะถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เราควรแก้ที่ตัวเหตุซึ่งก็คือตัวเด็กเองหรือครอบครัว ว่าอบรมให้ความรู้ความอบอุ่นพอหรือยัง

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *